Skull breaker challenge (spirit)
Skull breaker challenge (spirit)
"เรื่องสั้น"
ผมชื่อดิน อายุ 18 ปี พ่อแม่ผมส่งให้มาอาศัยอยู่กับญาติลูกพี่ลูกน้องเพื่อเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมือง ระหว่างจังหวัดทางภาคกลางตอนบนกับภาคเหนือตอนล่าง ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้โรงเรียนกำลังใกล้สอบปลายภาค ผมดีใจมากที่ใกล้จะปิดเทอม จะได้กลับไปหาพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด และไม่ชอบอยู่บ้านญาติที่นี่ เพราะว่าลูกพี่ลูกน้องผมค่อนข้างจะเกเร ชอบทำอะไรที่มันแปลกๆ
ครั้งหนึ่งเขาชวนผมไปที่วัดเก่า ไปพิสูจน์ต้นกล้วยที่ปลูกในวัดตอนเย็นๆ โดยการใช้โทรศัพท์ไปถ่ายต้นกล้วย ช่วงที่ฟ้ากำลังจะมืด ผมก็ไม่กลัวอะไรนะเพราะมีเพื่อนไปด้วยอีก 2 คน ญาติผมคนนี้ชื่อไม้ ไม้พูดว่า"เดี๋ยววันนี้นะช่วยถ่ายรูปให้หลายๆใบ เอาให้ติดต้นกล้วยหลายๆต้น แล้วส่งภาพมา กลับถึงบ้านจะไปเลือกดูถ้ามีภาพไหนแปลกๆจะเอาลงเฟสเว้ย ขากลับเดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว 555 รับรองมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน" ซึ่งตอนนี้เวลาก็ประมาน 6 โมงเย็นกว่า ผมกับไม้แบ่งเป็น 2 ทีมเข้าไปถ่ายรูปในป่ากล้วยที่อยู่ในบริเวณวัดเก่า ถ่ายเสร็จแล้วนัดให้ไปเจอกันแถวศาลาหน้าศาลหลักเมือง ริมคูเมืองเพื่อจะได้ขี่รถมอไซค์แยกกันกลับบ้าน
หลังจากนั้นผมกับเพื่อนก็แยกย้ายกันเดินเข้าไปในป่ากล้วย บรรยากาศในนั้นมีต้นกล้วยสูงประมาณ 3-5 เมตร บางต้นสูงถึง 7-8 เมตรก็มี มีอยู่หลายต้นมาก เราก็ช่วยกันถ่าย อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ใบกล้วยแห้งที่ก้านหักงอทับลงมาแนบติดกับลำต้น สีออกน้ำตาลอ่อนๆ ใบแตกเป็นริ้วๆ เวลาผมเดินไปเฉียดก็มีเสียงกรอบแกรบ จะรู้สึกเย็นๆ เหมือนมีน้ำมาโดนที่แขน แต่ไม่ได้คิดอะไรคงเป็นน้ำที่ค้างระหว่างใบที่แห้งพับลงมาติดกับลำต้น ตรงทางเดินก็หยียบก้านกล้วยที่ขาดลงมา บางทีก็เดินข้ามต้นกล้วยที่ชาวบ้านมาตัดเอากล้วยไปใช้ประโยชน์ ก็เป็นเรื่องปกติที่มีเศษของลำต้นทิ้งอยู่ตรงทางเดิน เพราะชาวบ้านแถวนั้นเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เวลามองที่ลำต้นเห็นจุดสีน้ำตาลทับบนพื้นสีเขียวบางทีมันก็เหมือนกับหน้าคนบ้าง อันนี้ผมว่าผมคิดไปเอง ด้วยความที่ไม้อยากถ่ายให้ติดสิ่งที่เขาต้องการ ก็ได้พูดไปลอยๆว่า ต้นใหญ่แบบนี้เดี๋ยวถึงหน้าทำกระทงเดี๋ยวมาแอบตัดไปขาย หาเงินไปเลี้ยงสาวดีกว่า ดีป่าวจะได้มีตังเที่ยวกัน ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ หลังจากนั้นก็กดถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
ซักพัก5นาทีก็มีลมเย็นพัดมาโดนที่ขา จนรู้สึกว่าเย็นแปลกๆ ผมจึงรีบบอกไม้ว่า รีบออกกลับดีกว่าเริ่มจะมืดแล้ว กลัวงูด้วย ใบตองแห้งทับซ้อนกันเยอะมองไม่เห็นทางเดินเลยไม้ก็บอกได้ รีบออกกันเถอะตอนนี้ก็ได้หลายภาพแล้ว ป่านนี้สองคนนั้นรอนานแล้ว จึงกดถ่ายมือถือเป็นถ่ายวีดีโอแล้ววิ่งออกไป
ซักพัก5นาทีก็มีลมเย็นพัดมาโดนที่ขา จนรู้สึกว่าเย็นแปลกๆ ผมจึงรีบบอกไม้ว่า รีบออกกลับดีกว่าเริ่มจะมืดแล้ว กลัวงูด้วย ใบตองแห้งทับซ้อนกันเยอะมองไม่เห็นทางเดินเลยไม้ก็บอกได้ รีบออกกันเถอะตอนนี้ก็ได้หลายภาพแล้ว ป่านนี้สองคนนั้นรอนานแล้ว จึงกดถ่ายมือถือเป็นถ่ายวีดีโอแล้ววิ่งออกไป
ในระหว่างทางที่กำลังวิ่งนั้นผมก็เห็นโอ่งใบใหญ่สีแดงหม่นๆด้านๆ ขนาดประมาณ 4 คนโอบวางอยู่ตรงโคนต้นกล้วย มีกระสอบป่านคลุมไว้แล้วปิดฝา แต่ก็ไม่อยากเปิด แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้างในมันมีอะไร แล้วมันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง คิดว่าชาวบ้านบางคนอาจจะเอามาวางไว้ใส่ใบกล้วยรึเปล่า ผมมีแต่คำถามขึ้นมาในหัว แต่รีบวิ่งออกจากป่ากล้วยดีกว่าเพราะใกล้มืดแล้ว พอมาถึงศาลารอรถหน้าศาลหลักเมืองก็เจอเพื่อนอีกสองคนนั่งรออยู่ บอกกับผมว่า
เจอลุงที่ดูแลทำความสะอาดศาลหลักเมือง อายุประมาณ 70 กว่าๆ ผิวคล้ำ รูปร่างผอม พูดว่า "พวกเอ็งเข้าไปทำอะไรกันในนั้น มันใกล้มืดแล้ว ไม่กลัวหลงหายกันไปในป่ากล้วยรึ แถวนี้มีวัยรุ่นมามั่วสุมกันเยอะ เนี่ยเมื่ออาทิตย์ก่อนก็มีผู้หญิงพลัดหลงหายกันที่นี่ ตอนนี้ตำรวจกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังหาไม่เจอเลย รีบๆกลับบ้านกันได้แล้วเดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วง" ตอนนั้นผมก็เชื่อครี่งไม่เชื่อครึ่ง ลุงแกอาจจะหลอกให้กลัวก็ได้ แต่ยังไงวันนี้กลับกันดีกว่า หลังจากนั้นผมกับเพื่อนก็แยกย้ายกัน พอถึงบ้านผมก็ถามไม้ว่าเห็นโอ่งสีแดงใบใหญ่ตอนวิ่งกลับออกมารึเปล่า แน่นอนคำตอบคือ ไม่เห็นอะไรเลย
เจอลุงที่ดูแลทำความสะอาดศาลหลักเมือง อายุประมาณ 70 กว่าๆ ผิวคล้ำ รูปร่างผอม พูดว่า "พวกเอ็งเข้าไปทำอะไรกันในนั้น มันใกล้มืดแล้ว ไม่กลัวหลงหายกันไปในป่ากล้วยรึ แถวนี้มีวัยรุ่นมามั่วสุมกันเยอะ เนี่ยเมื่ออาทิตย์ก่อนก็มีผู้หญิงพลัดหลงหายกันที่นี่ ตอนนี้ตำรวจกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังหาไม่เจอเลย รีบๆกลับบ้านกันได้แล้วเดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วง" ตอนนั้นผมก็เชื่อครี่งไม่เชื่อครึ่ง ลุงแกอาจจะหลอกให้กลัวก็ได้ แต่ยังไงวันนี้กลับกันดีกว่า หลังจากนั้นผมกับเพื่อนก็แยกย้ายกัน พอถึงบ้านผมก็ถามไม้ว่าเห็นโอ่งสีแดงใบใหญ่ตอนวิ่งกลับออกมารึเปล่า แน่นอนคำตอบคือ ไม่เห็นอะไรเลย
วันต่อมาเป็นเช้าวันอาทิตย์ ไม้วิ่งเข้ามาเคาะประตูห้องผมด้วยสีหน้าตื่นเต้นมาก ไม้พูดว่า "ดินๆได้แล้วเว้ยภาพนี้สุดยอดเลยว่ะ มันต้องเป็นภาพที่ไม่มีใครเคยเห็นแน่นอน ขนลุกไปหมดเลย เมื่อคืนนั่งดูเกือบร้อยภาพมีภาพนี้แหละที่แมร่งสุดๆ เดี๋ยวไลน์บอกไอ้ไก่กับไอ้สุมาที่บ้านดีกว่า งานนี้เกิดว่ะ ภาพนี้ไม่ได้แต่งเลยนะเว้ยเด๋วเอาภาพที่พวกมันมาเทียบกันเลย 555 ได้แล้วเว้ย ไม่เสียเวลาเปล่า 555"
หลังจากนั้นพวกเราก็มานั่งดูภาพที่ไม้ภูมิใจนักหนา เพื่อนผมไก่กับสุ ก็เปิดโทรศัพท์เอาภาพในมือถือมาเทียบกัน สรุปว่าเป็นภาพที่สุถ่ายได้เหมือนกันกับภาพที่ไม้ถ่ายได้ ทั้งมุมกล้องทั้งแสงเหมือนกันดูยังไงก็เป็นภาพเดียวกัน ต่างกันที่คนสองคนต่างคนต่างแยกกันไปถ่าย วันนั้นไม้กับผมไปด้วยกันแล้วไก่กับสุไปด้วยกันโดยแยกกันเป็นสองทีม แต่ทำไมได้ภาพมุมเดียวกัน และอีกอย่างในภาพของไม้เหมือนกับมีคนยืนอยู่เป็นภาพเงาลางๆ แต่ดูยังไงก็เป็นคนแน่ๆ ซึ่งบริเวณนั้นไม่น่าจะมีใครมายืนนิ่งๆแทรกตัวอยู่ระหว่างต้นกล้วยสองต้นแน่นอน ไม้บอกว่าวันจันทร์โรงเรียนเปิดจะเอาภาพทั้งสองภาพไปให้อาจารย์ที่โรงเรียนดู และก็ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คชมรมถ่ายภาพของโรงเรียนว่า "วิญญาณนางไม้" เจอกันที่ชมรมซึ่งในคอมเม้นก็มีคนแสดงความเห็นกันเยอะ ทั้งอยากดู ว่ามั่วป่าว จริงป่าว แต่งภาพอ่ะดิ ก็หลายความคิดเห็นกันไป
เช้าวันจันทร์ผมกับไม้ก็ไปโรงเรียนกันตามปกติ พอถึงพักเที่ยงหลังกินข้าว ชั่วโมงต่อไปก็จะเข้าชมรมถ่ายภาพ ที่ชมรมก็จะมีสมาชิกอยู่หลายระดับชั้น ตั้งแต่ม.ต้น-รุ่นพี่ม.ปลาย ผมกับไม้และก็สุกับไก่อยู่ม.6 มีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมชื่ออาจารย์เอ๋ เป็นหัวหน้าชมรม อาจารย์เอ๋เขา เป็นคนถ่ายรูปเก่งมาก และเป็นคนชี้ขาดเลยว่าภาพนี้แต่งมา ตัดต่อมา หรือถ่ายจากของจริง หลังจากอาจารย์เอ๋เห็นภาพแล้วก้สรุปได้เลยว่าทั้งสองภาพเป็นของจริง ซึ่งข้อมูลของภาพจะบอกถึงค่าต่างๆของภาพ ไม่ว่าจะเป็นค่า รูรับแสง หรือสปีดชัตเตอร์ ไวท์บาลานซ์ จนถึงอุปกรณ์ที่ใช้บันทึก สรุปว่าเป็นของจริงทั้งสองภาพ แต่ที่น่าแปลกใจคือภาพเหมือนกันมุมเดียวกัน และภาพของไม้ในระหว่างต้นกล้วยสองต้นปรากฎเป็นภาพที่มีลักษณะเป็นเงาคนลางๆฟุ้งๆ อาจารย์เอ๋บอกว่าเหมือนเป็นผู้หญิงนะ แต่ผู้ชายผมยาวก้มีเยอะ ทำเอาเพื่อนๆในชมรมหัวเราะกันใหญ่ เพื่อนในชมรมดูแล้วก็บอกว่าน่ากลัวนะ ถ้าเป็นผีก็น่ากลัวเป็นคนก็น่ากลัวเหมือนกัน ใครจะบ้าไปยืนฟินอยู่กลางป่ากล้วย รอให้พวกแกถ่าย แต่ก็แค่นั้นในส่วนตัวผมมีคำถามอยู่ในใจอยู่แล้วเกี่ยวกับโอ่งใบใหญ่สีแดงที่ตั้งเด่นอยู่โคนต้นกล้วย จึงไปถามอาจารย์เอ๋ ว่า"อาจารย์เคยเห็นโอ่งสีแดงเก่าๆที่วางอยู่โคนต้นกล้วยบริเวณวัดเก่าตรงศาลหลักเมืองรึเปล่า เอามาวางในป่ากล้วยนี้ เขามีไว้ทำอะไรคับ"
สีหน้าอาจารย์เอ๋แสดงออกถึงความกังวลชัดเจน หน้าเจื่อนๆ แล้วก็หลบสายตาผม อาจารย์นิ่งไปซัก2-3 นาที แล้วก็หันมาสบตาผมแล้วพูดว่า "ให้แกล้งทำเป็นไม่เห็น เดินผ่านไป ชาวบ้านแถวนั้นเขาก็เคยเห็นกันทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องสนใจอะไร สิ่งที่อยู่ข้างในโอ่งนั่นก็ไม่มีอะไรน่าดู แล้วก็หมดชั่วโมงชมรมถ่ายภาพ ไม้ก็เดินมาตามผมพร้อมกับเพื่อนๆ ต่างแยกย้ายกันไปเก็บกระเป๋าจะได้กลับบ้านกัน ช่วงก่อนกลับบ้านหลังเลิกเรียนประมาณ 5โมงเย็นผมกับไม้และไก่กับสุก็ชอบไปนั่งเล่นกันที่ริมแม่น้ำซื้อลูกชิ้น นั่งดูสาวที่มาวิ่งออกกำลังกันเป็นประจำ มันเป็นภารกิจหลักของพวกแมร่งมัน ผมก็ต้องไปด้วยเพราะอาศัยมอไซค์ไม้กลับบ้าน
ตอนนั่งเล่นกันไม้มันก็เปิดคลิปในยูทูปเกียวกับ Skull breaker challenge ที่มีคนยืนกันสามคนแล้วกระโดดหลอกคนตรงกลาง พอคนตรงกลางกระโดด คนที่อยู่ซ้ายขวาก้จะเตะตัดขาให้คนตรงกลางล้มหัวเราะกันไป อันนี้ผมบอกไม้เลยว่า "กูไม่เล่น ถ้ายืนตรงกลางล้มลงไปแรงๆเข้าไปเด๋วขาหัก ดีไม่ดีหัวแตกด้วย กูไม่เอา กูไม่เล่น " แต่ไม้ก็ไม่สนไปชวนไก่กับสุมาเล่นอยู่ดี สรุปว่าสามคนตกลงจะเล่นกันโดยผลัดกันยืนตรงกลาง ส่วนผมเป็นคนถ่ายคลิป ตอนแรกให้สุเป็นคนยืนตรงกลางกระโดดกันงึกงักๆ แล้วก็เตะตัดขากันไก่ล้มก้นกระแทกพื้นขำๆกันไป ถึงตาสุก็ล้มคว่ำหน้าดีที่มันเอามือค้ำไว้ทัน โชคดีที่ปากไม่แตก ต่อมาถึงรอบไม้ยืนตรงกลาง ผมบอกว่าค่อยมาเล่นกันใหม่ดีกว่า ตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว แต่เพื่อนไก่กับเพื่อนสุไม่ยอม มันบอกว่ากลัวอ่ะดิ สรุปเลยเล่นกันต่อ ไม้บอกใครจะไปกลัว ของแบบนี้ก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรกระโดดกันไปงึกๆงักๆ
มีอยู่จังหวะหนึ่งไม้กระโดดสูงเอาขาหลบไม่ทันเพื่อนสองคนเตะตัดขาจากทางด้านหลัง ทำให้ไม้หงายหลังลำตัวขนานอยู่กลางอากาศแล้วตกลงมาหัวฟาดพื้นอย่างแรง ก็หัวเราะกันไปแต่ที่ไม่ขำคือไม้นอนนิ่ง ไม่ขยับไก่กับสุก็ไปเขย่าตัวแล้วก็พูดว่าอย่ามาอำกันน่า โตๆกันแล้ว พร้อมกับเขย่าตัวแรงขึ้น ทีนี้ทั้งหมดก็เริ่มหน้าเสีย ไม้ที่นอนนิ่งนั้นหน้าเริ่มซีดลง ผมตกใจมากรีบโทรศัพท์ไปที่รพ.เวลาผ่านไปประมาณ5นาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจขับรถผ่านมา ผมจึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือ พี่ตำรวจเขาก็ถามเป็นอะไรกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้น ผมก็บอกกับพี่ตำรวจว่าไม้ลื่นล้มหัวฟาดพื้น เรียกแล้วเขย่าตัวแล้วก็ไม่ฟื้น พี่ตำรวจเขาเลยเรียกหน่วยกู้ภัยมา
เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาไม่ทันถึง ไม้เริ่มรู้สึกตัว พยายามลุกขึ้นนั่งพี่ตำรวจก็เข้าไปช่วยประคองตัว ตอนนี้ไม้ได้อาเจียนออกมา ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาถึงให้ดมสำลีกลิ่นฉุนๆ ไม้เริ่มได้สติ พอไม้รู้สึกตัวเต็มที่มีอาการ กลัวๆ ตัวสั่น ถามอะไรก็ไม่ตอบ แววตาเปิดกว้าง ตกใจสุดขีด บอกผมอย่างเดียวว่าอยากกลับบ้าน รีบกลับบ้าน ไม่เอาแล้ว ไปไปกลับบ้าน กลับตอนนี้เลย พี่ตำรวจกับพี่กู้ภัยจะไปส่งที่บ้านแต่สุกับไก่กลัวเหตุการณ์มันจะไปกันใหญ่ ให้ผมคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ว่าเดี๋ยวกลับกันเองได้ครับ ให้ไม้นั่งพักซักครู่ ให้อาการค่อยยังชั่ว เดี๋ยวพวกเรากลับกันเองได้ ขอบคุณพวกพี่ๆ ขอโทษพี่ๆมากที่ทำให้เดือดร้อน หลังจากนั้นมีวิทยุแจ้งกู้ภัยว่ามีคนจมน้ำพวกพี่เขาเลยไปที่เกิดเหตุที่อื่นต่อ หลังจากนั้นพอไม้อาการดีขึ้น ผมกับเพื่อนๆจึงขับรถไปพร้อมกันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
คืนนั้นไม้มาขอนอนด้วยแล้วเล่าสิ่งที่เขาเห็นในช่วงที่เขาหมดสติว่า "มันมืดมาก ข้างในมันมืด มันอับ เย็นไปหมดทั้งอากาศ หนาวทั้งตัว มีแสงวงกลม ใครที่ไหนไม่รู้ก้มมองลงมามีน้ำหยดลงมาที่หน้า มีมือขาวซีดจับที่คอ ดึงขึ้นมา ไม่เอาไม่ไป ไม้เล่าให้ฟัง" ผมมองที่ลำคอของไม้ไม่พบรอยมือ หรือรอยขีดข่วนอะไรนะ ช่วงค่ำผมจะเอาผ้าไปซัก เห็นที่เสื้อของไม้ตรงรอยอาเจียน มีเหมือนแผ่นอะไรไม่รู้สีน้ำตาลเป็นแผ่นติดอยู่ที่เสื้อ ก็เลยรีบเอาลงเครื่องซักผ้า กลัวที่บ้านจะมาเห็นเดี๋ยวจะหาว่าไปกินเหล้ากันหลังเลิกเรียน แต่แผ่นบางๆสีน้ำตาลที่ติดที่เสื้อนั้นดูยังไงมันก็เหมือน มันคล้ายกับเศษใบตองแห้งมาก
สีหน้าอาจารย์เอ๋แสดงออกถึงความกังวลชัดเจน หน้าเจื่อนๆ แล้วก็หลบสายตาผม อาจารย์นิ่งไปซัก2-3 นาที แล้วก็หันมาสบตาผมแล้วพูดว่า "ให้แกล้งทำเป็นไม่เห็น เดินผ่านไป ชาวบ้านแถวนั้นเขาก็เคยเห็นกันทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องสนใจอะไร สิ่งที่อยู่ข้างในโอ่งนั่นก็ไม่มีอะไรน่าดู แล้วก็หมดชั่วโมงชมรมถ่ายภาพ ไม้ก็เดินมาตามผมพร้อมกับเพื่อนๆ ต่างแยกย้ายกันไปเก็บกระเป๋าจะได้กลับบ้านกัน ช่วงก่อนกลับบ้านหลังเลิกเรียนประมาณ 5โมงเย็นผมกับไม้และไก่กับสุก็ชอบไปนั่งเล่นกันที่ริมแม่น้ำซื้อลูกชิ้น นั่งดูสาวที่มาวิ่งออกกำลังกันเป็นประจำ มันเป็นภารกิจหลักของพวกแมร่งมัน ผมก็ต้องไปด้วยเพราะอาศัยมอไซค์ไม้กลับบ้าน
ตอนนั่งเล่นกันไม้มันก็เปิดคลิปในยูทูปเกียวกับ Skull breaker challenge ที่มีคนยืนกันสามคนแล้วกระโดดหลอกคนตรงกลาง พอคนตรงกลางกระโดด คนที่อยู่ซ้ายขวาก้จะเตะตัดขาให้คนตรงกลางล้มหัวเราะกันไป อันนี้ผมบอกไม้เลยว่า "กูไม่เล่น ถ้ายืนตรงกลางล้มลงไปแรงๆเข้าไปเด๋วขาหัก ดีไม่ดีหัวแตกด้วย กูไม่เอา กูไม่เล่น " แต่ไม้ก็ไม่สนไปชวนไก่กับสุมาเล่นอยู่ดี สรุปว่าสามคนตกลงจะเล่นกันโดยผลัดกันยืนตรงกลาง ส่วนผมเป็นคนถ่ายคลิป ตอนแรกให้สุเป็นคนยืนตรงกลางกระโดดกันงึกงักๆ แล้วก็เตะตัดขากันไก่ล้มก้นกระแทกพื้นขำๆกันไป ถึงตาสุก็ล้มคว่ำหน้าดีที่มันเอามือค้ำไว้ทัน โชคดีที่ปากไม่แตก ต่อมาถึงรอบไม้ยืนตรงกลาง ผมบอกว่าค่อยมาเล่นกันใหม่ดีกว่า ตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว แต่เพื่อนไก่กับเพื่อนสุไม่ยอม มันบอกว่ากลัวอ่ะดิ สรุปเลยเล่นกันต่อ ไม้บอกใครจะไปกลัว ของแบบนี้ก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรกระโดดกันไปงึกๆงักๆ
มีอยู่จังหวะหนึ่งไม้กระโดดสูงเอาขาหลบไม่ทันเพื่อนสองคนเตะตัดขาจากทางด้านหลัง ทำให้ไม้หงายหลังลำตัวขนานอยู่กลางอากาศแล้วตกลงมาหัวฟาดพื้นอย่างแรง ก็หัวเราะกันไปแต่ที่ไม่ขำคือไม้นอนนิ่ง ไม่ขยับไก่กับสุก็ไปเขย่าตัวแล้วก็พูดว่าอย่ามาอำกันน่า โตๆกันแล้ว พร้อมกับเขย่าตัวแรงขึ้น ทีนี้ทั้งหมดก็เริ่มหน้าเสีย ไม้ที่นอนนิ่งนั้นหน้าเริ่มซีดลง ผมตกใจมากรีบโทรศัพท์ไปที่รพ.เวลาผ่านไปประมาณ5นาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจขับรถผ่านมา ผมจึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือ พี่ตำรวจเขาก็ถามเป็นอะไรกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้น ผมก็บอกกับพี่ตำรวจว่าไม้ลื่นล้มหัวฟาดพื้น เรียกแล้วเขย่าตัวแล้วก็ไม่ฟื้น พี่ตำรวจเขาเลยเรียกหน่วยกู้ภัยมา
เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาไม่ทันถึง ไม้เริ่มรู้สึกตัว พยายามลุกขึ้นนั่งพี่ตำรวจก็เข้าไปช่วยประคองตัว ตอนนี้ไม้ได้อาเจียนออกมา ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางมาถึงให้ดมสำลีกลิ่นฉุนๆ ไม้เริ่มได้สติ พอไม้รู้สึกตัวเต็มที่มีอาการ กลัวๆ ตัวสั่น ถามอะไรก็ไม่ตอบ แววตาเปิดกว้าง ตกใจสุดขีด บอกผมอย่างเดียวว่าอยากกลับบ้าน รีบกลับบ้าน ไม่เอาแล้ว ไปไปกลับบ้าน กลับตอนนี้เลย พี่ตำรวจกับพี่กู้ภัยจะไปส่งที่บ้านแต่สุกับไก่กลัวเหตุการณ์มันจะไปกันใหญ่ ให้ผมคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ว่าเดี๋ยวกลับกันเองได้ครับ ให้ไม้นั่งพักซักครู่ ให้อาการค่อยยังชั่ว เดี๋ยวพวกเรากลับกันเองได้ ขอบคุณพวกพี่ๆ ขอโทษพี่ๆมากที่ทำให้เดือดร้อน หลังจากนั้นมีวิทยุแจ้งกู้ภัยว่ามีคนจมน้ำพวกพี่เขาเลยไปที่เกิดเหตุที่อื่นต่อ หลังจากนั้นพอไม้อาการดีขึ้น ผมกับเพื่อนๆจึงขับรถไปพร้อมกันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
คืนนั้นไม้มาขอนอนด้วยแล้วเล่าสิ่งที่เขาเห็นในช่วงที่เขาหมดสติว่า "มันมืดมาก ข้างในมันมืด มันอับ เย็นไปหมดทั้งอากาศ หนาวทั้งตัว มีแสงวงกลม ใครที่ไหนไม่รู้ก้มมองลงมามีน้ำหยดลงมาที่หน้า มีมือขาวซีดจับที่คอ ดึงขึ้นมา ไม่เอาไม่ไป ไม้เล่าให้ฟัง" ผมมองที่ลำคอของไม้ไม่พบรอยมือ หรือรอยขีดข่วนอะไรนะ ช่วงค่ำผมจะเอาผ้าไปซัก เห็นที่เสื้อของไม้ตรงรอยอาเจียน มีเหมือนแผ่นอะไรไม่รู้สีน้ำตาลเป็นแผ่นติดอยู่ที่เสื้อ ก็เลยรีบเอาลงเครื่องซักผ้า กลัวที่บ้านจะมาเห็นเดี๋ยวจะหาว่าไปกินเหล้ากันหลังเลิกเรียน แต่แผ่นบางๆสีน้ำตาลที่ติดที่เสื้อนั้นดูยังไงมันก็เหมือน มันคล้ายกับเศษใบตองแห้งมาก
วันต่อมาเป็นวันอังคาร ผมกับไม้ไปเรียนกันตามปกติ ไม้มีอาการเงียบไป ไม่ค่อยคุยเล่น ไม่ชวนทำอะไรแปลกๆ เลิกเรียนขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านนั้น ได้ขับรถผ่านป่ากล้วยที่อยู่บริเวณวัดเก่าแถวศาลหลักเมือง ปกติก็ขับผ่านทุกวันแต่วันนี้ไม้มีอาการตัวสั่นๆ ผมเลยอาสาขับกลับเอง จึงให้ไปนั่งซ้อนท้ายไม้ก้มหน้าลงแล้วบอกให้รีบขับ ไม้หันหน้าไปคนละทางกับป่ากล้วย ผมมองผ่านทางกระจกหลังเห็นไม้หลับตาตลอดทาง ผมว่าต้องมีอะไรในป่ากล้วยนั้นแน่ๆ พอถึงบ้านไม้บอกว่าเห็นผู้หญิงยืนมองมาจากป่ากล้วย เห็นรึเปล่า ตรงที่บอกให้รีบขับ ผมกลัวไม้คิดมากก็บอกไปว่าเห็นเหมือนกัน คงเป็นชาวบ้านเข้าไปตัดใบตองมาห่อขนมมั้ง แต่จริงๆแล้วผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นกล้วย คืนนั้นไม้กลับไปนอนที่ห้องของเขาตามปกติ แล้วก็ปล่อยเรื่องนี้ให้เวลาผ่านไป จนจบสอบปลายภาค
ช่วงปิดเทอมผมได้กลับไปที่บ้านไปอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดใกล้เคียง แต่มีเรื่องที่ต้องทำให้กลับมาอีก ส่วนไม้เดินทางหาหอพักเตรียมตัวเรียนต่อที่กรุงเทพ ส่วนผมยังไปไหนไม่ได้ เพราะชีวิตมันติด ร.ต้องทำงานส่งกับเพื่อนรักคือไก่กับสุ ที่ไม่เคยทิ้งกันแม้วันสอบซ่อม วิชาที่ติดคือเกี่ยวกับงานฝีมือ แน่นอนผมกับเพื่อนไม่ค่อยชอบงานประดิษฐ์ประเภทนี้อยู่แล้ว ต้องรับกรรมกันไป อาจารย์ประจำวิชาให้ไปทำงานฝีมือส่ง จะได้ผ่านๆจบๆไปกันซักที โดยอาจารย์ให้ใช้วัสดุที่อยู่ในท้องถิ่นที่ไม่มีประโยชน์ มาทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์ใช้ได้จริง วันนั้นก็เหมือนเดิมผมขับรถกลับบ้านตั้งใจว่าจะไปไหว้เจ้าพ่อศาลหลักเมืองเพื่อให้ประสพความสำเร็จในเรื่องการเรียน หลังไหว้เสร็จตอนเดินออกมาสังเกตุเห็นที่โคนต้นไทร มีคนเอาใบตองสดมากลัดไม้แล้วใส่ข้าว ขนม ไหว้เจ้าที่เจ้าทางตรงบริเวณแถวนั้น
จึงได้ไอเดียว่าจะเอาใบตองหรือกาบกล้วย(ส่วนเปลือกของลำต้นกล้วย) เอามาทำจาน ถ้วย จากวัสดุธรรมชาติ กลับไปบ้านเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูล มียูทูปเบอร์สอนอยู่หลายเวป ตัดสินใจเลยว่าจะทำโครงงานนี้ส่งอาจารย์เพื่อไถ่บาป วันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนรักก็เดินทางไปที่สวนกล้วยในวัดเก่า แต่ครั้งนี้มาตัดต้นกล้วยไปทำงานส่ง ได้ขออนุญาติลุงที่เขาดูแล ลุงแก่ๆ ผอมๆ ที่อายุ 70 กว่าปีคนนั้น แกอนุญาติให้เข้าไปตัด แต่ให้แค่ต้นเดียว ในระหว่างที่เดินอยู่ในป่ากล้วยรู้สึกมีลมเย็น เย็นแบบเย็นเยือกพัดมาโดนที่ขา เหมือนมีคนเป่า ก็ไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว เพราะผมกลัวตั้งแต่แรก แต่กลัวเรียนไม่จบมากกว่า พยายามเลือกต้นกล้วยต้นใหญ่ๆสูงๆ
ครั้งก่อนที่เข้ามาถ่ายรูปเคยเห็นต้นนึงสูงประมาณ 6 เมตรอยู่ตรงโอ่งสีแดงที่วางแถวนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีโอ่งแล้วไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน มีแต่ต้นกล้วยต้นนั้น ผมกับเพื่อนตัดมาได้ต้นนึงคือต้นที่ก่อนหน้านี้มีโอ่งสีแดงวางอยู่ตรงโคนต้น เลยตัดแบ่งเป็นท่อนเสร็จ ต่างคนช่วยกันแบกกลับออกไป ขากลับผมก็ถามลุงที่ดูแลที่นี่ว่าโอ่งสีแดงนั้นไปไหนแล้ว แกก้หัวเราะบอกว่า ไม่มีหรอกใครเขาจะเอาโอ่งมาวางกลางป่ากล้วยกัน ไปๆกลับบ้านกันได้แล้ว มีป้าคนนึงขายกล้วยแขกอยู่ตรงศาลเขาก้ยิ้มให้ ผมเลยเดินไปอุดหนุนป้าแก 40 บาท ป้าถามว่าเคยเห็นรึโอ่งสีแดงอันนั้น แกบอกว่าตอนกล้วยออกปลี เคยเห็นอยู่เหมือนกัน แปลกดีนะ ไปวางอยู่แถวนั้นได้ยังไง แรกๆป้าเคยถามนะแต่คนแถวนี้เขาก็หัวเราะ แล้วบอกว่าของแบบนั้นมันจะมามีได้ยังไง 555 แล้วผมก็กลับบ้านไปทำงานส่งอาจารย์
จึงได้ไอเดียว่าจะเอาใบตองหรือกาบกล้วย(ส่วนเปลือกของลำต้นกล้วย) เอามาทำจาน ถ้วย จากวัสดุธรรมชาติ กลับไปบ้านเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูล มียูทูปเบอร์สอนอยู่หลายเวป ตัดสินใจเลยว่าจะทำโครงงานนี้ส่งอาจารย์เพื่อไถ่บาป วันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนรักก็เดินทางไปที่สวนกล้วยในวัดเก่า แต่ครั้งนี้มาตัดต้นกล้วยไปทำงานส่ง ได้ขออนุญาติลุงที่เขาดูแล ลุงแก่ๆ ผอมๆ ที่อายุ 70 กว่าปีคนนั้น แกอนุญาติให้เข้าไปตัด แต่ให้แค่ต้นเดียว ในระหว่างที่เดินอยู่ในป่ากล้วยรู้สึกมีลมเย็น เย็นแบบเย็นเยือกพัดมาโดนที่ขา เหมือนมีคนเป่า ก็ไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว เพราะผมกลัวตั้งแต่แรก แต่กลัวเรียนไม่จบมากกว่า พยายามเลือกต้นกล้วยต้นใหญ่ๆสูงๆ
ครั้งก่อนที่เข้ามาถ่ายรูปเคยเห็นต้นนึงสูงประมาณ 6 เมตรอยู่ตรงโอ่งสีแดงที่วางแถวนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีโอ่งแล้วไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน มีแต่ต้นกล้วยต้นนั้น ผมกับเพื่อนตัดมาได้ต้นนึงคือต้นที่ก่อนหน้านี้มีโอ่งสีแดงวางอยู่ตรงโคนต้น เลยตัดแบ่งเป็นท่อนเสร็จ ต่างคนช่วยกันแบกกลับออกไป ขากลับผมก็ถามลุงที่ดูแลที่นี่ว่าโอ่งสีแดงนั้นไปไหนแล้ว แกก้หัวเราะบอกว่า ไม่มีหรอกใครเขาจะเอาโอ่งมาวางกลางป่ากล้วยกัน ไปๆกลับบ้านกันได้แล้ว มีป้าคนนึงขายกล้วยแขกอยู่ตรงศาลเขาก้ยิ้มให้ ผมเลยเดินไปอุดหนุนป้าแก 40 บาท ป้าถามว่าเคยเห็นรึโอ่งสีแดงอันนั้น แกบอกว่าตอนกล้วยออกปลี เคยเห็นอยู่เหมือนกัน แปลกดีนะ ไปวางอยู่แถวนั้นได้ยังไง แรกๆป้าเคยถามนะแต่คนแถวนี้เขาก็หัวเราะ แล้วบอกว่าของแบบนั้นมันจะมามีได้ยังไง 555 แล้วผมก็กลับบ้านไปทำงานส่งอาจารย์
ผ่านไปสามวันหลังจากผมเอางานประดิษฐ์ที่เป็นผลงานสุดยอดของการไถ่บาปของผมกับเพื่อนรักไปส่งอาจารย์ประจำวิชา หลังจากส่งงานเสร็จ ผมได้ขับรถมอไซค์กลับบ้าน ขากลับผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กู้ภัย มีรถจอดกันหลายคัน เปิดไซเรนอยู่ตลอดเวลา มีการขึงเส้นสีเหลืองคาดดำ ห้ามเข้าที่บริเวณป่ากล้วย ผมก็จอดรถลงไปดูตามประสา เจ้าหน้าที่เขากันคนที่มามุงดูกัน มีคนร้องให้ด้วย ผมถามป้าที่ขายกล้วยแขกว่ามีอะไรกัน ป้าบอกว่าพบศพหญิงสาว ถูกฝังตรงต้นกล้วยที่ถูกตัด หมามันไปขุดแล้วก็คาบชิ้นส่วนข้อมือวิ่งเข้ามาหน้าศาล ป้ายืนขายกล้วยแขกให้ลูกค้าอยู่ก็วงแตกเลย รีบวิ่งไปบอกลุง แกก็เลยโทรไปหาตำรวจให้มาตรวจสอบ น่าสงสารนะยังสาวอยู่เลย เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่าโดนฆ่าปาดคอ น่าจะข่มขืนด้วยเพราะสภาพศพไม่ได้สวมกางเกง อุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุพบเคียว ตกอยู่แถวนั้น เนี่ยตั้งแต่ป้ามาขายที่นี่เห็นศพคนสองครั้งแล้ว ป้าถามว่าเราไปตัดต้นกล้วยตรงนั้นไม่ได้กลิ่นเลยรึ เขาตายมาหลายวันแล้วนะ ผมนี่ซีดเลย ขนลุกตั้งแต่ขายันท้ายทอย พูดอะไรไม่ออก มันค้างอยู่แบบนั้น แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทุกอย่างมันก็เป็นภาพซ้อนๆๆๆกันขึ้นมา เรียงกันมาเป็นเรื่อง
ผู้หญิงคนนั้น คนที่ตาย เขาพยายามบอก เขาพยายามสื่อให้พวกเรารู้ตั้งแต่แรก แต่ไม่มีใครเข้าถึงเลย ถ้าผมเอะใจขึ้นมาซักนิดตั้งแต่ภาพที่ถ่ายติดเงาระหว่างต้นกล้วย บางทีอาจจะเจอศพตั้งแต่แรกๆเลยก็ได้ อาจจะได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสืบตามจับคนร้ายพวกนั้น ไม่ได้เรื่องเลย พวกผมมันไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ หลังจากนั้นผมขับรถมอไซค์กลับบ้าน ซึ่งในหัวของผมตอนนี้ คือ โอ่งสีแดงที่วางตรงโคนต้นกล้วยนั้นมันมาไง มันเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ทั้งหมดหรือเป็นสัญลักษณ์บอกคนที่ไปพบรึเปล่าว่า "ศพถูกฝังอยู่ตรงนี้" หรือเรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ.....
ผู้หญิงคนนั้น คนที่ตาย เขาพยายามบอก เขาพยายามสื่อให้พวกเรารู้ตั้งแต่แรก แต่ไม่มีใครเข้าถึงเลย ถ้าผมเอะใจขึ้นมาซักนิดตั้งแต่ภาพที่ถ่ายติดเงาระหว่างต้นกล้วย บางทีอาจจะเจอศพตั้งแต่แรกๆเลยก็ได้ อาจจะได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสืบตามจับคนร้ายพวกนั้น ไม่ได้เรื่องเลย พวกผมมันไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ หลังจากนั้นผมขับรถมอไซค์กลับบ้าน ซึ่งในหัวของผมตอนนี้ คือ โอ่งสีแดงที่วางตรงโคนต้นกล้วยนั้นมันมาไง มันเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ทั้งหมดหรือเป็นสัญลักษณ์บอกคนที่ไปพบรึเปล่าว่า "ศพถูกฝังอยู่ตรงนี้" หรือเรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ.....
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่มาถึงตรงนี้ ยังไงจะพยายามเขียนเรื่องสั้นที่น่าสนใจมาฝากต่อไป
writer/photo "pocketasia"
ฝากเตือน " การเล่น Skull break challenge เป็นสิ่งอันตรายมาก นอกจากเจ็บตัวจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เราคาดไม่ถึงแล้ว บางทีอาจทำให้ผู้เล่นเห็นวิญญาณ หรืออาจเป็นวิญญาณเสียเอง"
-//////////////////////-


































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น